Filmsoon.com ข่าวหนังใหม่ ตัวอย่างหนังใหม่ วิจารณ์หนัง
Fast & Furious 7

     หลังจากที่มีดราม่าให้คอหนังตุ้มๆต่อมๆมาตั้งแต่ช่วงอาทิตย์ที่แล้ว ในที่สุดเราก็จะได้ดู Fast & Furious 7 กันสมใจอยากสักทีครับ และล่าสุดกับการเปิดตัวรอบปฐมทัศน์เมื่อวานนี้ส่วนตัวได้มีโอกาสไปรับชมด้วย ความเห็นหลังดูของผมคุณอาจจะเดาทางได้เลยว่าหนังต้องมันส์แน่นอน ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพียงแต่ว่าอาจจะขาดเสน่ห์ของซีรี่ย์ Fast & Furious ฉบับดั้งเดิมไปบ้าง แต่หนังก็ชดเชยแนวทางใหม่เข้ามาให้เราได้รับชมกันในภาคนี้ครับ

     หนังเปิดเรื่องมาด้วยการเกริ่นนำที่จะพาเราย้อนกลับไปสัมผัสกลิ่นอายจางๆของเรื่องราวในภาคแรกสุดด้วยเพราะเหล่าตัวละครได้กลับมาใช้ชีวิตที่บ้านเกิดในเมืองลอสแอนเจอลิส พร้อมทั้งชูประเด็นของแต่ล่ะตัวละครไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของโดมินิคและเล็ตตี้ ชีวิตครอบครัวของไบรอันและมีอาพร้อมทั้งปมการกลับมาล้างแค้นแทนน้องชายของเด็คการ์ค ชอว์ ในช่วงครึ่งแรกของเรื่องหนังจะปูทางประเด็นเหล่านี้ให้คนดูได้รู้สึกติดตามพร้อมทั้งการขมวดปมเรื่องราวจากภาค Tokyo Drift ได้อย่างลงตัว หลังจากที่เลยช่วงครึ่งเรื่องไปจนมาถึงจุดที่หนังปูเรื่องราวมาพอสมควร ก็ถึงเวลาของฉากคิวบู๊แอคชั่นที่ยังคงทำออกมาได้ดีและเมื่อคนดูอย่างเราได้ดูแล้วก็รู้ได้เลยว่าไอเดียของทางผู้สร้างยังไม่หมดไปจริงๆ

     สำหรับฉากแอคชั่นที่เป็นไฮไลท์ของเรื่องส่วนใหญ่ก็มีให้เราได้เห็นกันในตัวอย่างไปแล้วและเมื่อได้มาเป็นแบบฉบับเต็มๆผมนี่ถึงกับลุ้นตามทั้งๆที่ก็รู้อยู่แล้วว่ามันก็ฉากขับรถไล่ล่าแบบดั้งเดิมที่เคยๆเห็นกันนั่นแหละ แต่มันก็ยังคงเต็มไปด้วยความมันส์ที่ผมคิดว่าแฟนๆของซีรี่ย์นี้ไม่เบื่อที่จะได้ดูสิ่งที่เหล่าตัวละครและรถแรงๆได้กระทำในฉากแอคชั่นผาดโผน ซึ่งฉากแอคชั่นโดยรวมแล้วสำหรับผมถือว่ายังคงทำออกมาได้ดีตามมาตรฐานของซีรี่ย์นี้ครับ

     แต่จุดที่น่าจะขัดใจเล็กๆน้อยๆก็ยังพอมีอยู่บ้างสำหรับคนที่ดูหนังแบบเอาจริงเอาจัง เนื้อเรื่องบางช่วงบางตอนค่อนข้างออกทะเลและเป็นการสร้างประเด็นที่เบี่ยงเบนออกจากเนื้อเรื่องหลักจนทำให้ประเด็นที่เป็นแก่นสำคัญของเรื่องจริงๆนั้นดูดรอปลงไป อีกส่วนคือหนังมีดาราระดับแนวหน้ามาร่วมแสดงกันค่อนข้างเยอะ นั่นทำให้บางจุดอาจจะทำให้มีการเฉลี่ยบทบาทไม่ทั่วถึงกันและกลายเป็นว่าตัวละครสำคัญบางคนในภาคที่แล้วกลายเป็นตัวประกอบไปเลยในภาคนี้ แต่ถ้าหากคุณไม่ซีเรียสอะไรจริงจังขนาดนั้น สิ่งที่ผมว่ามาก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไรสำหรับคุณที่จะเข้าไปชมหนังเรื่องนี้เพื่อความบันเทิงและอำลาพอล วอร์คเกอร์ในผลงานสุดท้ายของเขาครับ

     ในส่วนของโทนี่ย์ จาร์ หรือจา พนม นักแสดงชาวไทยของเราที่ไปร่วมแสดงในภาคนี้ บทบาทของจาก็ค่อนข้างมีส่วนในเรื่องราวถึงแม้จะไม่ใช่ตัวละครสำคัญอะไรมากมายก็เถอะ แต่หนังก็ยังแบ่งซีนให้จาได้โชว์คิวบู๊มวยไทยให้เราได้ดูกันพร้อมทั้งฉากผาดโผนตามสไตล์ของจาเขา ซึ่งก็ถือว่าโดดเด่นระดับหนึ่งครับ

     โดยรวมแล้วหนังเรื่องนี้คงจะเป็นเป้าหมายของนักดูหนังทุกคนในสัปดาห์นี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นฉากแอคชั่นจากการซื่งรถ คิวบู๊ที่ระทึก เหล่าดาราที่คุณคุ้นเคยจากภาคก่อนๆและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือบทสรุปของบทไบรอัน โอคอนเนอร์ที่รับบทโดยพอล วอร์คเกอร์ผู้ล่วงลับ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเหตุผลพอที่จะทำให้คุณจองตั๋วเข้าไปเสพหนังเรื่องนี้ในสุดสัปดาห์นี้ครับ

#ลองอ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง